life in aloha state

Wednesday, June 01, 2005

เรื่องดีๆและเรื่องแย่ๆที่มาพร้อมๆกัน

ในที่สุดน้องซีวิคน้อยสามประตูก็ถึงกาลอวสาน เช้าวันพฤหัสที่ผ่านมาขณะทำหน้าที่พาเราไปเรียนหนังสือที่มหาลัยตามปกติ ความร้อนก็ขึ้นเกินพิกัด หันไปมองกระจกมองหลัง โหย...ควันโขมงจนบังกระจกหลังซะมิด เห็นท่าไม่ดี จอดข้างทางดีกว่า คิดในใจว่าทำไมซวยอย่างนี้เนี่ย เหลืออีกแค่เดือนเดียวก็จะเรียนจบแล้ว รอให้เรียนจบก่อนแล้วค่อยมาตายไม่ได้หรือไง เมื่อวันก่อนก็เพิ่งได้ข่าวร้าย บริษัทที่อยากไปฝึกงานด้วยก็ปฏิเสธมาในที่สุด หลังจากที่ปล่อยให้ตูรอเงกมาเกือบสามเดือน คิดแล้วมันก็น่าน้อยใจ น้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว

ระหว่างที่รอรถมาลากน้องฮอนด้าของเรากลับบ้านไป เพราะจะซ่อมก็ไม่คุ้ม พี่ต.ก็โทรมา "อาร์มอยู่ในห้องเรียนรึยังน่ะ อย่าบอกนะว่าอยู่บนฟรีเวย์" แม่นแล้วเฮีย "เป็นอะไรรึเปล่า รอเดี๋ยวนะ เดี๋ยววนรถกลับไปหา" เวลาดวงคนเรามันจะมาเจอกัน เหตุการณ์พิลึกซิทูเอชั่นพิสดารอะไรก็พาให้เรามาเจอกันได้จริงๆ ปกติเฮียต.ไม่เคยใช้ฟรีเวย์ไปโรงเรียนเลย วันนั้นเฮียบังเอิญตื่นสายเลยใช้ทางนี้โดยบังเอิญ เลยได้เพื่อนมาพาไปเรียน แต่ว่าต่อไปนี้ก็บอกลาอิสระเสรีของตัวเองไปได้เลย ไม่มีอีกแล้วช้อปปิ้งตามใจฉันตอนสี่ทุ่ม ไม่มีอีกแล้วหนังรอบดึก ไม่มีอีกแล้วกับการขับรถเล่นแก้เซ็งเลียบชายทะเล

ตอนนี้น้องฮอนก็ยังนอนสงบนิ่งอยู่หน้าบ้าน จะขายก็คงไม่มีใครอยากซื้อ จะให้ฟรี เค้ายังขอคิดดูก่อนเลย เฮ้อ

เมื่อวานเพื่อนมาชวนไปกินบุฟเฟท์อาหารญี่ปุ่นที่ในเมือง แต่จะให้ไปยังไงล่ะ รถก็ไม่มีแล้ว แถมชาวฮาวายไคไม่มีใครไปสักคน เปิดตู้เย็นดูแล้วก็ เอ่อ...ไม่มีอะไรติดตู้เย็นเลยเว้ย ทำไมชีวิตมันบัดซบขนาดนี้ แล้วก็เพิ่งทะเลาะกับเฮียต.เรื่องงานกลุ่ม เฮียแกสปินออฟไปทำงานเดี่ยวเฉยเลย ทั้งๆที่ก็คุยทอปปิคก็มาตั้งนานแล้ว เพิ่งมางี่เง่าอะไรตอนนี้วะ เอาเถอะ เซ็งเว้ย โทรไปหาพี่ท.ที่หายไปดีกว่า

ตู๊ด...ตู๊ด...ตู๊ด...จะครบสี่ตู๊ดเพื่อตัดเข้าบริการวอยซ์เมล์อยู่แล้ว เฮ้อ...ไม่รับก็ไม่รับ "เฮลโลว วอทส์อัพ อาร์ม" ค่อยยังชั่วหน่อยที่ยังรับสาย มารับไปกินข้าวหน่อยได้มั้ยอะ ไกลไปเหรอ อืม...แกเป็นเพื่อนประสาอะไรเนี่ย โอเคจะมารับใช่มั้ย เย้ โอเค แล้วเจอกันนะ จะว่าไปก็โหดร้ายกับเฮียท.อยู่เหมือนกันเพราะเฮียแกไม่มีรถ มีแต่โมเพ็ด บ้านก็อยู่ไกลกัน ต้องขี่โมเพ็ดไปมา ไม่ง่ายเท่าไหร่เลย แต่ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาเราไปรับส่งเฮียแกก็หลายรอบ ก็สมควรตอบแทนกันบ้างล่ะนะ แต่จะว่าไปการซ้อนท้ายโมเพ็ด (มอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก) ก็ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ แถมฝนตกอีกต่างหาก แต่เฮียท.ก็ยังเป็นเฮียท. พูดได้นอนสต็อปขณะขี่โมเพ็ดที่ความเร็วประมาณห้าสิบกม.ต่อชม. เอ่อ...จะบอกว่าอยู่ข้างหลังน่ะไม่ค่อยได้ยินหรอกนะ ได้ยินแค่ประมาณ "โอเคมั้ย หนาวรึเปล่า" อืม...นี่อาจจะเป็นเรื่องดีที่รถเสียก็ได้ ไม่งั้นคงไม่มีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้

กินข้าวเย็นเสร็จแล้ว ไม่อร่อยเท่าไหร่ แต่อิ่มจังแถมมีข้าวผัดในคอมโบ้ที่ยังไม่ได้กินห่อกลับบ้านไปเป็นข้าวเที่ยงวันรุ่งขึ้นอีกต่างหาก ควักตังค์ออกมายี่สิบเหรียญเลี้ยงเฮียซะหน่อยในฐานะที่อุตส่าห์ขี่โมเพ็ดมาพาออกไปกินข้าวด้วยกัน เฮียแกคงกลัวไม่แมนบอกไม่เอาไม่ต้องเลี้ยง แต่เรายืนยัน เฮียเลยบอกไปดูหนังกัน เฮียเลี้ยง ขี่รถไปตั้งนู่นดอลลาร์เธียร์เตอร์ ไปดูโรบอทส์ ฮาโคตรๆ

กลับถึงบ้านก็ห้าทุ่มครึ่งแล้ว ฝนก็ยังตกอยู่ แถมเฮียยังต้องขี่น้องโมเหลืองที่ทำให้เฮียเหมือนพาวเวอร์เรนเจอร์กลับบ้านอีก ขอบคุณหลายที่มาส่ง "เอนี่ไทม์ อาร์ม" พูดแบบนี้เดี๋ยวพรุ่งนี้ให้มารับอีกหรอก แต่นะ...มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก อีกอย่าง ของบางอย่างเกิดขึ้นทุกวันก็ไม่ดี นานๆทีมีสักครั้งถึงจะเร้าใจ เราสองคนนี่เป็นคู่เวียร์ดคู่เวรจริงๆเลย ให้ตายสิ

Tuesday, May 17, 2005

นับถอยหลัง

เวลาดูรายการทีวีที่มีการแข่งขันกันโดยมีเวลาเป็นข้อจำกัดอย่าง TV Champion หรือ The Iron Chef ต้องยกนิ้วให้บรรดาผู้เข้าแข่งขันทั้งหลายที่ควบคุมสติไม่ให้แตก และยังตั้งอกตั้งใจแข่งอย่างเต็มที่ถึงวินาทีสุดท้าย เคยคิดเหมือนกันมั้ยว่า ถ้าเราเป็นอย่างนั้นได้บ้างก็ดีสิ

คิดๆดูแล้ว เวลานี่แหละเป็นข้อจำกัดที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ secret ingredient ไม่ใช่โจทย์ยากๆที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเวลามันหมดแล้วหมดเลย โกงก็ไม่ได้ แถมยังทำให้ใจเต้นแรงเหมือนจะระเบิดออกมา และก็ลนจนทำอะไรไม่ถูกอีกต่างหาก

เวลาเป็นแฟ็คเตอร์ที่ทำให้อะไรๆแตกต่างออกไป จากที่เคยไม่ชอบอาจจะเปลี่ยนเป็นชอบ จากที่เคยทำตัวสบายๆก็เริ่มจะกังวล ยิ่งเวลาดูปฏิทินแล้วเห็นว่าเวลามันเหลือน้อยเต็มที ความรู้สึกกลวงๆกลัวๆมันก็ก้าวเข้ามา แถมไม่มีทีท่าว่าจะอยากกลับออกไป

วันนี้ก็วันที่ 17 พฤษภาเข้าไปแล้ว นับเลขง่ายๆ เหลือเวลาที่ฮาวายอีกแค่เดือนครึ่งเท่านั้น บอกตรงๆว่า...ใจหายมากๆ จากที่เคยอยากกลับบ้าน ตอนนี้เริ่มอยากอยู่ต่อ และก็ไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่คิดอย่างนี้ เพื่อนๆหลายๆคนก็เริ่มออกอาการเดียวกัน ตอนนี้ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ ก็จะชวนกันไปปาร์ตี้หรือทำกิจกรรมร่วมกันทันที ต่างกับเมื่อหลายเดือนก่อน ที่พวกเราใช้ชีวิตกันอย่างตัวใครตัวมัน หรือไม่ก็กลุ่มใครกลุ่มมัน เห็นมั้ยว่าเวลาเป็นแฟ็คเตอร์ที่สำคัญจริงๆ

บางทีการอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาแบบนี้ก็เป็นเรื่องดี ตอนนี้ไม่ต้องห่วงเรื่องไม่มีเพื่อนกินข้าวเย็นอีกต่อไป แม้แต่คนที่หายไปก็ยังโทรมาหาเวลาไม่ได้เจอกันนานเกิน 24 ชั่วโมง คิดดูดีๆ มันก็ตลกดีเหมือนกันที่อยู่ดีๆก็เหมือนเวลามันย้อนกลับ เหมือนได้ดูรีรันซีรี่ส์ JEMBA/CHEMBA ซีซั่นแรกอีกครั้ง

กับคนบางคน เวลาก็ทำให้เห็นอะไรๆชัดเจนขึ้น ตอนนี้ยิ่งรู้สึกว่าคิดถูกแล้วจริงๆที่ตัดสินใจให้เป็นแค่เพื่อนกัน เพราะยิ่งรู้จักกันนานเข้าก็ยิ่งเข้าใจชัดขึ้นเรื่อยๆว่าทำไมเค้าถึงพูดว่า "Diamond is a girl's best friend." นั่นก็เป็นเพราะว่า Diamond lasts forever but boyfriends don't.

แล้วในขณะที่เรามูฟออนแบบกลวงๆง่วงๆเหงาๆ แถมยังต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆเยอะแยะมากมาย เวลาที่บีบเข้ามาเรื่อยๆก็บีบให้เค้ากลับมาอีก กลับมาพยายามให้เรากลับมาอยู่ที่นี่ "สมัครโอพีทีสิ จะได้กลับมาทำงานที่นี่อีกปี" แต่คิดดูแล้ว ถ้าต้องกลับมาเจอความว่างเปล่า เจอความจริงที่ว่าโลกแห่งความฝันมันหมดไปแล้ว เพื่อนๆก็แยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง จะกลับมาทำไม สู้อยู่อย่างนี้แล้วนับถอยหลังไปพร้อมๆกับเก็บเกี่ยวเวลาที่ยังเหลืออยู่ให้ได้มากที่สุดไม่ดีกว่าหรือ

นับถอยหลังบินออกจากฮาวายพร้อมกับทรงจำที่ดี ให้ได้รู้ว่าชีวิตนี้ก็เคยมีช่วงเวลาสั้นๆที่จะ(พยายาม)ไม่ลืมกับเค้าเหมือนกัน

Tuesday, May 10, 2005

แปลก...ใจ

เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมคนอื่นๆเค้าตกลงคบกันง่ายจัง
แป๊บๆก็...อ้าว...จูงมือกันเดินแล้วเหรอ
แล้วที่ผ่านมาเรามัวไปทำอะไรอยู่
งง

แล้วบางทีคนบางคนที่หายไปจากชีวิตเราก็กลับมา
จะกลับมารื้อฟื้นเหรอ
เจ็บแล้วจำเฟ้ย
ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก

แต่บางทีความรู้สึกดีๆมันก็ยังมีอยู่
ชาติที่แล้วคงทำกรรมร่วมกันมาเยอะ
ชาตินี้ถึงตัดกันไม่ขาดซะที

บางทีอาจเป็นเพราะเคมิสทรีมันตรงกัน เลยคุยกันรู้เรื่อง
รู้สึกดีเวลาไปไหนมาไหนด้วยกัน
แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะคบกัน
เป็นได้แค่เพื่อนกันน่ะดีแล้ว

หลายๆครั้งเวลาที่ไม่สบายใจ ก็มีแต่อีตานี่นั่นแหละที่คอยเป็นห่วง คอยสังเกต
"เป็นอะไรมั้ย โอเครึเปล่า ไปนั่งรถเล่นกัน"
เอ้า...ไปก็ไป

คิดในแง่ดี ต่างคนก็ต่างใช้อีกคนเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น
เราก็รู้สึกดีที่มีเพื่อนคุย เค้าก็คงรู้สึกดีเหมือนมีกิ๊กอยู่ด้วยเวลาแฟนตัวเองอยู่ไกล
แต่จะดีกว่านี้มากๆเลยถ้าแกจะหยุดวางแผนให้ชั้นตกหลุมแกอีก
ขอบอกอีกที เจ็บแล้วจำเฟ้ย

แล้วก็อีกนั่นแหละ บางทีเราก็รู้สึกดีที่ทำให้เค้ารู้สึกผิดแล้วก็เสียดายที่ปล่อยให้เราหลุดมือไป (เริ่มเน่า)
ตอนนี้เราสามารถคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างสบาย
ไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียงสั่น
มีแต่ขำ
ขำที่เราเคยทำเหมือนมันเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนเป็นจุดจบของโลก
ขำที่ตอนนี้คนที่ทำเสียงสั่นกลับเป็นอีกฝ่าย
ขำที่เห็นตาแดงๆอยู่ตรงหน้าเวลาที่คุยกัน
ขำอีก ที่อยู่ดีๆก็นึกถึงคำพูดที่ว่า "ผู้ชายมีมากเหมือนฝูงลิง"
อืม...เฮียแกหน้าเหมือนลิงจริงๆด้วย

Friday, November 12, 2004

Before Sunset

I watched the sequel to one of my favorite movies, Before Sunrise, today. Actually, I never knew before that there's a sequel to it. But, anyway, there is and it's called Before Sunset.

It's actually quite funny how I came across Before Sunrise. There's a guy recommending me to see it becuz he thought it could change my mind about him. I finally saw it after he'd been pestering me for over a year. You know what, I laughed so hard after discovering that he used the lines from the movie to actually ask me out. *LOL*

For Before Sunset, it's really like a destiny having a chance to watch it. It's like meeting an old friend whom you haven't met for a long time. So, you spent lots of time sharing memories and feelings with her. Sometimes, it made you cry realizing how uncertain your life can be. You may have someone beside you today but there's no guarantee that you gonna have that one again tomorrow. Maybe this is the most certain thing in this uncertain life apart from sunrise and sunset.